ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน แนะ 3 แนวทางฟื้นฟูปัญหาซัพพลายเชน
น้ำท่วมในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกในตลาดต่างประเทศ ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการส่งออกราว 54-55% ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ มีการส่งออกในประเทศออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ยุโรป, ตะวันออกกลาง, เม็กซิโก, แอฟริกาใต้ และบรูไน ในการหยุดชะงักของห่วงโซ่เนื่องจากการเกิดน้ำท่วม เป็นเหตุผลหลักสำหรับผู้ผลิตจำนวนมากที่ต้องหยุดสายการผลิตรถยนต์ จึงได้มีการเสนอแนะแนวทางการฟื้นฟูปัญหาของซัพพลายเชน
ด้วยการหาแนวทาง 3 ข้อคือ การเพิ่มระยะเวลาการสต๊อกชิ้นส่วนเพื่อให้ผู้ผลิตมีสต๊อกเพียงพอสำหรับอย่างน้อย 1 เดือน หากมีการหยุดชะงักใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาชิ้นส่วน การใช้กลยุทธ์การจัดหาชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์หลายแหล่งที่ไม่เพียงแต่จากซัพพลายเออร์หลายบริษัทเท่านั้น แต่ควรจะเลือกใช้ซัพพลายเออร์จากหลายภูมิภาคเพื่อช่วยลดผลกระทบลงหากสถานการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นอีกครั้ง และสุดท้ายคือการลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้วยการเลือกสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติน้อย อาทิ ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นที่ได้ไปลงทุนในต่างประเทศที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติน้อย โดยใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศที่ไปตั้งฐานการผลิตราว 80-90% ส่วนชิ้นส่วนอื่น ๆ อาจจะนำเข้าจากญี่ปุ่นหรือประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคแทน ในส่วนของเรื่องการเยียวยาหลังจากกูวิกฤตน้ำท่วมในครั้งนี้ได้แล้วนั้น ทางรัฐบาลก็ได้มีแนวทางต่างๆที่จะช่วยให้โรงงานสามารถลดค่าใช้จ่ายลงด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งก็ทำให้หลายๆโรงงานเกิดความพึงพอใจ ละทำให้หลายๆโรงงานมีความเชื่อในประสิทธิภาพของรัฐบาลที่จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับเวลาด้วย ซึ่งหากน้ำยังคงท่วมอยู่อย่างนี้อีกหลายๆเดือน ทางโรงงานหลายๆโรงงานก็คงรับไม่ไหวกับสภาพแบบนี้เช่นกัน เชื่อว่าหากรัฐบาลไม่หาวิธีแก้ไขอย่างโดยด่วน คาดว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนต้องลดลงต่ำอย่างแน่นอน







