อุตสาหกรรมภาคกลางเสียหายกว่า 2 แสนล้าน ตอนจบ
กรณีของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเขตลงทุนอุตสาหกรรมพระนครศรีอยุธยา เริ่มจากนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนคร อ.นครหลวง พื้นที่ 1,441 ไร่ โรงงาน 43 แห่ง แรงงานรวม 14,696 คน มูลค่าการลงทุนรวม 9,400 ล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย พื้นที่ 3,675 ไร่ โรงงาน 236 แห่ง แรงงาน 1 แสนคน เงินลงทุนรวม 7 หมื่นล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) อ.บางปะอิน พื้นที่ 2,446 ไร่ โรงงาน 143 แห่ง แรงงาน 51,186 คน เงินลงทุน 65,312 ล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน อ.บางปะอิน เนื้อที่ 1,962 ไร่ โรงงาน 98 แห่ง แรงงาน 6 หมื่นคน เงินลงทุน 6 หมื่นล้านบาท และแฟคตอรี่แลนด์ ซึ่งเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรม อ.วังน้อย เนื้อที่ 130 ไร่ แรงงาน 8,500 คน เงินลงทุน 8,000 ล้านบาท
ส่วนปทุมธานี คือ เขตส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมนวนคร เนื้อที่ 6,495 ไร่ โรงงาน 227 แห่ง จ้างงาน 1.7 แสนคน เงินลงทุน 1 แสนล้านบาท และนิคมอุตสากรรมบางกะดี เนื้อที่ 250 ไร่ โรงงาน 44 แห่ง แรงงาน 3 หมื่นคน เงินลงทุน 2.2 หมื่นล้านบาท เหล่านี้คือภาพเสียหายที่เกิดขึ้นในแบบเฉพาะหน้า ขณะที่การกู้พื้นที่คืน จากการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดการณ์ว่า จะต้องใช้เวลา 30- 45 วัน ขณะที่การฟื้นฟูสายการผลิตให้เข้าสู่ระบบจะใช้เวลานับจากนี้ไปอีก 1 เดือน “จังหวัดที่สูญเสียหนักที่สุดในเชิงอุตสาหกรรม ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง รองลงมาคือปทุมธานี ขณะที่จังหวัดต่อไปที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงว่าจะเสียหายคือ สมุทรปราการ ขณะที่ จ.นนทบุรี ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานอุตสาหกรรม เป็นลักษณะของความเสียหายที่กระจายออกไปแต่ละพื้นที่ ผมประเมินความเสียหายในโซนภาคกลาง น่าที่จะมากกว่า 2 แสนล้านบาท ขึ้นไป” สิงห์ ตั้งเจริญชัยชนะ ประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มภาคกลางระบุ จังหวัดที่เป็นเส้นทางของน้ำหลากเข้ามาถัดจากพระนครศรีอยุธยาคือ ปทุมธานี และนั่นคือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับจังหวัดที่มีฐานของผลิตภัณฑ์มวลรวมกว่า 2 แสนล้านบาท ด้วยเหตุที่ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วม คือการครอบคลุมไปทุกอำเภอของจังหวัด ขณะที่การภาคอุตสาหกรรม คือเม็ดเงินที่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้โดยตรง แต่การที่ปทุมธานี มีสถานะของการเป็นเมืองบริวาร จึงเป็นแม่เหล็กที่ดึงการลงทุนทั้งทางด้านที่อยู่อาศัย สถาบันการศึกษา หรือภาคการค้าให้ขยายตัวออกมา เพื่อรองรับการเติบโตของพื้นที่ ดังนั้น การมาของมวลน้ำที่หลากเข้าท่วมจึงเป็นความเสียหายที่อยู่ในระดับวิกฤติ
“สำหรับนนทบุรีหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายแล้ว ทางสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรีจะสำรวจความเสียหายของโรงงานทั้งหมดใน จ.นนทบุรี เพื่อจัดทำเป็นแผนในการขอรับความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากรัฐบาล เพราะหากจะให้ผู้ประกอบการต่อสู้ด้วยตัวเองเพียงลำพังเพื่อฟื้นฟูกิจการ คงไม่สามารถทำได้ภายในช่วงระยะเวลาอันสั้นการโอบอุ้มของรัฐบาล เป็นทางออกเดียวเท่านั้นที่ภาคเอกชนคาดหวังถึงการช่วยเหลือ” เบญจมาศ สมบูรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรีให้ความเห็น ทั้งหมดคือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับจังหวัดภาคกลางและเขตปริมณฑล ที่มีส่วนต่อการฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้ถดถอยลง คือโจทย์สำคัญของรัฐบาลกับการทำหน้าที่ฟื้นฟู เพื่อสร้างโอกาสให้กลับคืนมา







