You are here: Home >Archive for October, 2011

ผลกระทบจากน้ำท่วมในไทย ส่งผลถึงการดำเนินงานในญี่ปุ่น

โดยบริษัทจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตในบ้านเกิดลงประมาณ 10% เพราะขาดแคลนชิ้นส่วน นอกจากนี้บริษัทได้ยกเลิกการทำงานล่วงเวลาในโรงงานทุกแห่งทั่วญี่ปุ่น อย่างน้อย 5 วัน ซึ่งจะทำให้ผลผลิตท้องถิ่นหายไปราว 6,000 คัน หรือวันละ 1,200 คัน ทางด้านหนังสือพิมพ์ไทมส์ ออฟ อินเดีย รายงานว่า อุทกภัยครั้งใหญ่ของไทยกำลังส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในอินเดีย เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายประสบปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์ “สภาพความเป็นจริงพื้นฐานในไทยค่อนข้างเลวร้าย และเรากำลังศึกษาสถานการณ์ที่นั่น หลายสิ่งจะชัดเจนขึ้นก็ต่อเมื่อถึงสัปดาห์แรกของเดือน พ.ย.” เชการ์ วิสนาธาน รองกรรมการผู้จัดการโตโยต้าในอินเดียกล่าว โตโยต้า อินเดีย นำเข้าชิ้นส่วนหลายอย่างจากไทย เช่น เครื่องยนต์ และสายพาน ซึ่งใช้ในรถยนต์รุ่นฟอร์จูนเนอร์ และอินโนวา แต่โตโยต้าอินเดียก็ไม่ได้รับผลกระทบในทันทีทันใด เนื่องจากมีการสำรองชิ้นส่วนเหล่านั้น เพื่อใช้ในการผลิตครอบคลุมไปจนถึงกลางเดือน พ.ย. อย่างไรก็ตามภาพรวมในไทย ยังคงสร้างความกังวลอยู่ เพราะผู้ประกอบการหลายราย และบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถ ได้รับความเสียหายร้ายแรงจากน้ำท่วมใหญ่ ขณะที่ ฮอนด้า อินเดีย ซึ่งเป็นอีกบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ที่รับชิ้นส่วนจากไทย ก็เป็นกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ด้วย “แม้เวลานี้ จะยังไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในอินเดีย แต่เราก็ประเมินสถานการณ์อยู่ เราได้รับชิ้นส่วนสำหรับรถทุกรุ่นของเราจากไทยแล้ว และกำลังจับตาดูสถานการณ์ต่อไป” นายชนาเนศวร [...]

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

อุตสาหกรรมภาคกลางเสียหายกว่า 2 แสนล้าน ตอนจบ

กรณีของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเขตลงทุนอุตสาหกรรมพระนครศรีอยุธยา เริ่มจากนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนคร อ.นครหลวง พื้นที่ 1,441 ไร่ โรงงาน 43 แห่ง แรงงานรวม 14,696 คน มูลค่าการลงทุนรวม 9,400 ล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย พื้นที่ 3,675 ไร่ โรงงาน 236 แห่ง แรงงาน 1 แสนคน เงินลงทุนรวม 7 หมื่นล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) อ.บางปะอิน  พื้นที่ 2,446 ไร่ โรงงาน 143 แห่ง แรงงาน 51,186 คน เงินลงทุน 65,312 ล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน อ.บางปะอิน เนื้อที่ 1,962 ไร่ โรงงาน 98 แห่ง แรงงาน 6 หมื่นคน [...]

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

อุตสาหกรรมภาคกลางเสียหายกว่า 2 แสนล้าน ตอนต้น

ประธานหอการค้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เผยว่า “ที่ผมเป็นห่วงคือการระบายน้ำลงสู่ทะเลเป็นด้วยความล่าช้า จะยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากชาวต่างชาติ สิ่งสำคัญคือ ในภาคอุตสาหกรรมที่เกิดน้ำท่วมขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 5 แห่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา รัฐบาลจะต้องเร่งหาทางฟื้นฟูและกู้พื้นที่กลับคืนมาให้ได้ หากล่าช้านักลงทุนต่างชาติอาจจะขายกิจการ หรือถอนการลงทุนออกไป และแน่นอนว่าปัญหาที่จะตามมาคือการเลิกจ้างแรงงาน 4 แสนคน ที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะกลายเป็นผู้ว่างงาน ปัญหาต่างๆ จะตามมามากมาย” ประธานหอการค้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สะท้อนความเห็นประธานหอการค้าพระนครศรีอยุธยายังประเมินไปถึงภาคการท่องเที่ยวด้วยว่า จะได้รับความเสียหายทั้งระบบสูญเสียรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ส่วนสาขาการเกษตรนาปรังจะได้รับผลกระทบไม่มาก ขณะที่นาปีเสียหายทั้งหมด เชื่อว่าขณะนี้มีพื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมไปแล้วกว่า 2 แสนแสนไร่ ค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท หากพิจารณาข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ความเสียหายจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมต่อเนื่องมาถึงวันที่ 13 ตุลาคม ก่อให้เกิดผลกระทบกับ 61 จังหวัด มีผู้ได้รับความเดือดร้อนกว่า 8.2 ล้านคน (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ส่วนความเสียหายในเชิงของพื้นที่ทางการเกษตร คาดว่ามีมากกว่า 4.45 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ 2.44 ล้านไร่ คือนาข้าวที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมโดยสิ้นเชิง ขณะที่ในภาคของประมง มีพื้นที่ประสบภัยรวม 48 จังหวัด [...]

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

อุทกภัยไทยส่งผลให้อุตสาหกรรมเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลระดับโลก ตอนจบ

ดับเบิลยูดีตั้งฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2544 สามารถผลิตฮาร์ดดิสก์ออกจำหน่ายคิดเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทในปี 2553 และในช่วงไตรมาสที่สิ้นสุด ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 โรงงานดับเบิลยูดี ในไทย และมาเลเซียสามารถผลิตฮาร์ดดิสก์ออกสู่ตลาดโลกถึง 54 ล้านหน่วย โดย 60% ของปริมาณดังกล่าวเป็นสินค้าที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย การปิดสายการผลิตชั่วคราวจะทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างความต้องการกับกำลังการผลิตสินค้าในตลาดโลกอย่างแน่นอน ฮาร์ดดิสก์นับเป็นอุปกรณ์สำคัญชิ้นหนึ่งในเครื่องคอมพิวเตอร์ (พีซี  โน้ตบุ๊ก และเน็ตบุ๊ก) อุปกรณ์ไอที-ความบันเทิงชนิดต่างๆ รวมทั้ง ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (จีพีเอส) ระบบความบันเทิงในรถยนต์ และเครื่องเล่นมัลติมีเดีย (สื่อบันเทิงใหม่ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่เครื่องเล่นดีวีดี-บลูเรย์) ที่ใช้ฮาร์ดดิสก์ในการเก็บข้อมูล แม้ว่าฮาร์ดดิสก์จะเป็นอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ตัวเอกที่ผู้บริโภคจะสัมผัสโดยตรง แต่ก็เป็น “หัวใจ” ที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้นขาดไม่ได้โดยสิ้นเชิง ฟอร์บส์ ประเมินว่าการผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์ในประเทศไทย รวมทั้งซัพพลายเชน ที่มาจากผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ จะส่งผลอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์โลกในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 ต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปี 2555 กันเลยทีเดียว ที่แน่ๆ จะทำให้ราคาคอมพิวเตอร์สูงขึ้นจากต้นทุนราคาฮาร์ดดิสก์นั่นเอง

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

อุทกภัยไทยส่งผลให้อุตสาหกรรมเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลระดับโลก ตอนต้น

  นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) สำคัญของบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป (ดับเบิลยูดี) เผชิญกับน้ำท่วมรุนแรง ทำให้บริษัทต้องประกาศหยุดสายการผลิตที่โรงงานทั้งสองแห่งเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคมเป็นต้นไป ก่อนที่จะเริ่มทำการผลิตฮาร์ดดิสก์ได้อีกครั้งในช่วง 4-6 เดือนข้างหน้า ขณะเดียวกันผู้ผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์ในประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมด้วยเช่นกัน ทำให้การส่งชิ้นส่วนเป็นไปอย่างลำบาก แม้แต่บริษัทซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ชั้นนำของโลกอีกรายหนึ่ง ที่ตั้งโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทยยังยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากการจัดส่งชิ้นส่วนป้อนสายการผลิตเป็นไปอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อสอบถามพนักงานร้านไอทีหลายแห่งในเขตชานเมืองกรุงเทพ เมื่อวันจันทร์ (24 ต.ค.) ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าราคาจำหน่ายฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อดังขยับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ 200-500 บาท โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์พกพายี่ห้อเวสเทิร์นดิจิตอล ที่มีราคาปรับขึ้นสูงสุดครึ่งพันบาท พนักงานร้านให้เหตุผลว่าที่ต้องปรับราคาขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นเพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าในช่วงที่โรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์ในประเทศไทยยังไม่สามารถเดินสายการผลิตได้ หรือเดินสายการผลิตได้ไม่เต็มที่เพราะขาดชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

โตโยต้าจ่ายค่าจ้างทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ให้กับพนักงาน

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการบริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยจำกัด เปิดเผยว่า โรงงานผลิต และประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง มีพื้นที่ต้องระวังสองแห่ง คือ โรงงานโตโยต้าบางโพธิ์และสำโรง ส่วนที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากสูงกว่าระดับน้ำทะเล 44 เมตร โดยโรงงานบางโพธิ์เสริมแนวป้องกันน้ำท่วม 3 ชั้น ทั้งรั้วคอนกรีตและแนวคันดิน ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 4 เมตรจากเดิมที่มีความสูง 2.50 เมตร มีความยาวโดยรอบ 4 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่ พร้อมเสริมแนวป้องกัน อาคาร อุปกรณ์สำคัญ และเครื่องจักรที่ขนย้ายไม่ได้ โดยได้เตรียมการใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจุบันทั้งสามโรงงานซึ่งมีกำลังผลิตปีละ 650,000 คัน หยุดการผลิตเนื่องจากขาดชิ้นส่วนยานยนต์จากนิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยาและปทุมธานีที่ถูกน้ำท่วม จึงต้องการให้รัฐบาลเร่งลดระดับน้ำ เพื่อสามารถกลับมาฟื้นฟูโรงงาน และผลิตสินค้าได้ตามเดิม ส่วนพนักงาน 16,000 คน ทั้งสามโรงงานที่ต้องหยุดงานชั่วคราว มีการจ่ายค่าจ้างทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ และฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมหากโรงงานสามารถเริ่มเดินสายผลิตได้อีกครั้ง ทั้งนี้ [...]

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

รมว.อุตฯ ยันดูแลสารเคมีในโรงงานที่โดนน้ำท่วมอย่างเต็มที่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบ 8 นิคมอุตสาหกรรมที่เหลือทั้งหมดจำนวน 1,284 โรงงาน พบว่า 112 โรงงานที่มีสารเคมีอันตราย ซึ่งได้ทำการขนย้าย และจัดเก็บอย่างปลอดภัยแล้ว 101 โรงงาน ส่วนที่เหลือเป็นโรงงานที่ปิดชั่วคราว ซึ่งจะได้นัดหมายเพื่อขอเข้าตรวจสอบต่อไป ส่วนกรณีการส่งต่อคลิปเสียงที่ระบุว่า ให้ระมัดระวังกรดซัลฟิวริกและผงกำมะถันในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง จำนวน 60,000 ตัน ซึ่งอาจเกิดระเบิดเมื่อถูกน้ำท่วม และกลายเป็นฝนกรดนั้น นพ.วรรณรัตน์ ชี้แจงว่ามีกรดซัลฟิวริกเพียง 5 ลิตร และผงกำมะถันจำนวน 2,000 กิโลกรัม ซึ่งมีการดูแลอย่างเข้มงวด สำหรับการป้องกันนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 8 แห่งนั้น แต่ละแห่งได้มีการเตรียมการอย่างเต็มที่ โดยนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เขตลาดกระบัง ซึ่งเป็นจุดผันน้ำที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมมากที่สุด ได้เร่งเสริมคันกั้นน้ำให้สูง 3.40 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยต้องแล้วเสร็จภายใน 2 วัน จากปัจจุบันระดับน้ำรอบนิคมสูงกว่าแนวคันดินเดิมที่ 2.20 เมตร ส่วนนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร ซึ่งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้บริหารนิคมมีความเป็นห่วงเนื่องจากทิศทางของมวลน้ำกำลังผันลงมาปริมาณมาก ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูงระหว่างวันที่ 28-31 ตุลาคมนี้ ทำให้มีโอกาสที่น้ำจะล้นคันกั้นน้ำที่มีอยู่ ผู้บริหารนิคมฯ [...]

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

ประเมินเสียหายน้ำท่วม 7 นิคมฯกว่า 140,000 ล้านบาท ประกันพร้อมจ่าย

เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เผยว่า  การประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรม ไฮเทค นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เขตประกอบอุตสาหกรรมแฟคตอร์รี่แลนด์ นิคมอุตสาหกรรมนวนคร และนิคมอุตสาหกรรมบางกระดี มีมูลค่าประมาณ 140,000 ล้านบาท  ณ วันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา จากทุนประกันทั้งหมด 456,783 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 4% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าน้อยมาก  โดยปัจจุบันบริษัทประกันในประเทศรับประกันเอาไว้เพียง 15% เท่านั้น ที่เหลืออีก 85% ของเบี้ยประกันได้ส่งไปยังบริษัทรับประกันภัยต่อ หรือ รีอินชัวร์เรอร์ ในต่างประเทศ  ดังนั้นยืนยันว่าสถานะทางการเงินของบริษัทประกันวินาศภัย ของไทย และบริษัทร่วมทุนแข็งแกร่ง และที่ผ่านมาบริษัทเหล่านี้ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนช่วงสึนามิมากกว่านี้ด้วย ทั้งนี้ในด้านความเสียหายต่อรถยนต์มี  2,004 คัน รวมค่าสินไหมทดแทน 211 ล้านบาท  ความเสียหายต่อทรัพย์สิน   2,862  ราย รวมมูลค่า 5,924  ล้านบาท  ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต [...]

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

โตโยต้าเชื่อมั่นรัฐบาลแก้ปัญหาได้

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ได้กล่าวยืนยันว่า บริษัทโตโยต้าตัดสินใจที่จะลงทุนในไทยต่อไป เพราะมองว่า ประเทศไทยเป็นประเทศสำคัญในการผลิตรถยนต์ในระดับภูมิภาค โดยในเบื้องต้น บริษัทได้ขอให้รัฐบาลสนับสนุนความช่วยเหลือกับบริษัทที่ได้รับผลกระทบ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งบริษัทไทย และบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทย โดยจะออกมาตรการด้านการเงิน และภาษีเพื่อแก้ไขปัญหาแบบเร่งด่วน ซึ่งได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รับไปดูแลรายละเอียดทั้งหมดในเรื่องนี้ เพื่อช่วยทำให้บริษัทที่ได้รับผลกระทบ สามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว ทั้งนี้ประธานเจโทรประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยถือเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะไม่ได้เกิดขึ้นกับไทยเพียงประเทศเดียว เพราะเกิดขึ้นกับอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ และที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มความสามารถแล้ว โดยประธานเจโทรประจำประเทศไทยยืนยันว่า รัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมให้การสนับสนุนในทุกเรื่องที่รัฐบาลไทยร้องขอ โดยประสงค์ให้ภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจของไทยสามารถฟื้นฟูคืนกลับมาได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในการนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า ขณะนี้ได้เข้าสู่ช่วงการเตรียมการฟื้นฟูธุรกิจให้กลับคืนมาใหม่ ส่วนแผนในระยะต่อไปจะมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของภาคอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมก่อนหน้าฤดูน้ำหลากในปีหน้า รวมถึงการจัดทำแผนงาน และระบบการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ซึ่งหากทางรัฐบาลยังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างนี้ต่อไปเชื่อว่านักลงทุนหลายๆคนคงกลับมาเชื่อมั่น และกล้าที่จะลงทุนต่อในประเทศไทยอย่างแน่นอน ส่วนในเรื่องของน้ำท่วมนั้นเราก็ต้องรอดูกันต่อไปครับว่าทางรัฐบาลจะทำการช่วยเหลืออย่างไร ซึ่งในตอนนี้น้ำก็สูงขึ้นเรื่อยๆ และกำลังจะตามมาอีกละลอก ในตอนนี้มีประกาศให้คนในกรุงเทพในพื่นที่ๆคาดว่าจะถูกน้ำท่วมเตรียมอพยพออกจากกรุงเทพแล้ว เชื่อว่าน้ำละลอกใหม่นี้ต้องสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่กรุงเทพอย่างแน่นอน รัฐบาลจะทำการแก้ไขอย่างไรเราต้องรอดูกันต่อไปครับ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

HTECH ปรับกลยุทธ์รับน้ำท่วม ตอนจบ

นายพีท กล่าวว่า อุทกภัยในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งต้องยอมรับว่าในส่วนของ HTECH คงจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีหลายบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับ HTECH ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะโรงงานผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมชิ้นส่วน HARD DISK DRIVE (HDD) และชิ้นส่วนรถยนต์ แต่จากการที่มีกลุ่มลูกค้าบางส่วนได้เริ่มมีการระดมซื้อเครื่องจักรใหม่จำนวนหนึ่งเข้ามาทดแทนส่วนที่เสียหาย และได้มีการโยกการผลิตไปยัง Supplier ที่ยังไม่ถูกน้ำท่วม เพื่อประคองการผลิตให้ได้มากที่สุด เชื่อว่าทันทีที่ลูกค้ากลุ่มนี้พร้อมเดินเครื่องใหม่ น่าจะทำให้ HTECH ได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะกระบวนการผลิตของเรามีความคล่องตัวกว่าต่างประเทศ สามารถรับงานและส่งมอบได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยจะช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่จะกู้กำลังการผลิตและเริ่มเดินเครื่องให้ได้เร็วที่สุด นอกจากนี้เรายังเดินหน้าขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่ม NON-HDD อื่นๆ และกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในอนาคต จากผลกระทบในครั้งนี้น่าจะใช้เวลาในการฟื้นตัวที่ค่อนข้างนาน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทางออกนี้เป็นทางเลือกที่ดีทีเดียว ซึ่งนอกจากจะได้ลูกค้าใหม่แล้ว ยังจะได้ฐานลูกค้าใหม่ในประเทศต่างๆอีกด้วย ซึ่งสำหรับอนาคตแล้ว นี่ค่อนข้างเป็นก้าวที่สำคัญทีเดียวสำหรับ HTECH เราต้องรอดูกันต่อไปครับว่าจะเป็นยังไง

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS