You are here: Home >Archive for January, 2012

AFIC พัฒนาอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในกลุ่มประเทศอาเซียน

ASEAN Furniture Industries Council (AFIC) เป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มสมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในภูมิภาคอาเซียนในปี 2521 โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในกลุ่มประเทศอาเซียน AFIC มีหน้าที่หลักในการวางนโยบายสำหรับโครงการต่างๆทีได้รับการรับรองจาก AFIC รวมทั้ง เสนอแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบัน AFIC ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 7 ประเทศ ได้แก่ อินโดนิเซีย มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และ เวียดนาม โดยประเทศสมาชิกจะจัดการประชุม AFIC Working Committee Meeting ปีละ 2 ครั้ง และ AFIC Conference ปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการวางนโยบายในการดำเนินกิจกรรมต่างๆขององค์กร โดยหนึ่งในจุดประสงค์หลักของการประชุม AFIC Working Committee Meeting ครั้งที่ 23 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศไทย ได้แก่ การวางแนวทางในการเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในภูมิภาคอาเซียนเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจแห่งอาเซียน (ASEAN [...]

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

นักลงทุนญี่ปุ่นเลือกสวนอุตสาหกรรม จังหวัดปราจีนบุรีเป็นที่ตั้งโรงงาน

นักลงทุนญี่ปุ่น 8 ราย ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในเมืองไทย ได้เลือกสวนอุตสาหกรรม จังหวัดปราจีนบุรี เป็นที่ตั้งโรงงาน มีการลงนามสัญญาซื้อขายที่ดิน รวมพื้นที่ 285 ไร่ มูลค่าการลงทุนรวม 5,000 ล้านบาท นายวัชเรนทร์ นิสากรเสน ประธานกรรมการบริษัท 304 อินดัสเตรียล พาร์ค เปิดเผยว่าขณะนี้ญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนทำการลงนามสัญญาซื้อขายที่ดินในสวนอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 8 ราย รวมพื้นที่ 285 ไร่ มูลค่าการลงทุนรวม 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงาน 1 หมื่นคน โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนในอุตสาหกรรมโลหะและเครื่องจักรกล ชิ้นส่วนยานยนต์ ปัจจุบันสวนอุตสาหกรรม 304 มีพื้นที่ทั้งหมด 1.7 หมื่นไร่ ขายได้ไปแล้ว 5,774 ไร่ แบ่งเป็นเป็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วน 30% โลหะ เครื่องจักร 25% และอิเล็กทรอนิกส์ 16% ผู้ที่เข้ามาลงทุนเป็นนักลงทุนญี่ปุ่น 47% ไต้หวัน [...]

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

สหภาพพม่าประเทศเปิดใหม่ดึงดูดนักลงทุนเป็นอย่างดี

ในขณะที่บริษัทจะเป็นผู้จัดการหาเทคโนโลยี รวมทั้งประสานงานกับรัฐบาลของสหภาพพม่า สำหรับจุดแข็งของโครงการดังกล่าวนั้น เนื่องจากสหภาพพม่าเป็นประเทศเปิดใหม่ ที่มีนโยบายเชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าไปลงทุนตั้งแต่ต้นปี 2554 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดใหญ่อย่างท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย และโครงการขนาดใหญ่อีกหลายโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้น ที่จะสร้างความมั่นใจและดึงดูดนักลงทุนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการลงทุนด้านพลังงานทดแทนมีโอกาสเติบโตอีกมาก ที่รัฐบาลสหภาพพม่าต้องการดึงนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา เพื่อป้อนให้กับการพัฒนาต่างๆ ที่จะตามมา ซึ่งที่ผ่านมาได้มีนักลงทุนได้เข้าไปพัฒนาโครงการกังหันลมขนาดใหญ่นอกชายฝั่ง ประกอบกับสหภาพพม่ามีพื้นที่สำหรับการเกษตรกรรมมากเพียงพอที่จะใช้ผลิตพลังงานทดแทน เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพหรือการปลูกพืชน้ำมันอย่างสบู่ดำหรือสาหร่าย อีกทั้งด้วยจำนวนประชากรที่ค่อนข้างมาก และอยู่รวมกันในเมืองใหญ่ๆ ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การนำขยะมาแปลงเป็นเชื้อเพลิง จึงเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหา และตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการรองรับการเปิดประเทศเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 อีกด้วย

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

การผลิตไฟฟ้าถือหุ้นโดยรัฐบาลสหภาพพม่า

การเข้าไปลงทุนในสหภาพพม่าครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่ากรุงย่างกุ้งมีปริมาณขยะจำนวนมากประมาณ 1,200 ตันต่อวัน และมีบ่อฝังกลบเก่าที่สามารถนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงคุณภาพดีได้ นอกจากนี้วัสดุเศษเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร ยังเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ที่นำมาร่วมผลิตไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 20 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งในการผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับกรุงย่างกุ้งที่ปัจจุบันมีความต้องการใช้อยู่ประมาณ 700 เมกะวัตต์ ซึ่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปี โครงการดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยีจากบริษัท BMH Technology Oy ประเทศฟินแลนด์ที่ใช้ได้ผลดีในประเทศไทยในการแปลงขยะเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า แทนการใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหินที่เน้นลดการปล่อยมลพิษ ซึ่งการใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงดังกล่าว จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงกว่า 3-5 เท่า ทำให้โครงการสามารถได้รับคาร์บอนเครดิตที่จะขายสร้างรายได้ในอนาคตได้ด้วย นายพิชัยกล่าวอีกว่าอย่างไรก็ตาม เนื่องจากการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะดังกล่าวต้องใช้เม็ดเงินในการลงทุนที่สูงมาก ดังนั้นโครงการนี้จึงได้เปิดกว้างกับนักลงทุนที่สนใจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงกองทุนระหว่างประเทศ เข้ามาร่วมถือหุ้นได้ โดยจะมีบริษัทราชาอีควิปเมนท์ ร่วมถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 20% ร่วมกับนักลงทุนอื่นๆ รวมกันไม่ต่ำกว่า 80% และส่วนหนึ่งจะถือหุ้นโดยรัฐบาลสหภาพพม่า

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

มิตซูบิชิปรับเปลี่ยนไลน์ผลิตแลนเซอร์ อีเอ็กซ์

นอกจากแผนงานด้านผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว ในส่วนของการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย ที่ปัจจุบันมี155 แห่งก็เตรียมขยายไปสู่เป้าหมายที่วางไว้จำนวน 200 แห่งทั่วประเทศในปีหน้า ขณะที่เครือข่ายรถมือสองหรือไดมอนด์ ยูสด์ คาร์ ที่มีแผนงานให้ตัวแทนจำหน่ายแต่ละแห่งเตรียมความพร้อมนั้น ปัจจุบันเปิดให้บริการเกือบ 20 แห่งและในปี 2555 จะขยายให้ครบ 50 แห่ง ด้านภาพรวมตลาดรถยนต์ในปี 2555 นั้นคาดว่าจะเติบโต 5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับจีดีพี หรืออัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ อย่างไรก็ตามมีปัจจัยลบที่ต้องระมัดระวังคือภาพรวมเศรษฐกิจจากฝั่งยุโรป,จีนและสหรัฐอเมริกา ขณะที่ผลการดำเนินงานของมิตซูบิชิในปี 2554 นั้นคาดว่าจะสามารถทำยอดขายได้ 66,000 คัน ส่วนตลาดรวมคาดว่าตัวเลขยอดขายจะอยู่ที่ 800,000 คัน ตอนนี้รถปิกอัพของมิตซูบิชิมีแบ็กออร์เดอร์ 2 เดือน ขณะที่รถเก๋ง มีรถพร้อมส่งมอบ โดยในรุ่นแลนเซอร์ ซีเอ็นจี จะทำการผลิตจนถึงสิ้นปี 55 และจะปรับเปลี่ยนไลน์เพื่อไปผลิตแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ต่อไป ซึ่งแนวทางของรถพลังงานทางเลือกซีเอ็นจีของมิตซูบิชินั้นเรายังคงทำต่อไป แม้ว่านโยบายรัฐบาลจะมีการปรับขึ้นราคาของเอ็นจีวีขึ้นมาอีก 6 บาท ซึ่งเป็นการทยอยปรับขึ้นในอัตรา 50 สตางค์ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม-ธันวาคม 2555 นั้นเรามองว่าสูงมาก

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

มิตซูบิชิเตรียมแผนปี 55 ตั้งเป้ากวาดยอด 2.5 พันคันต่อเดือน

มิตซูบิชิเตรียมแผนปี 55 ประเดิมไตรมาสแรกเปิดตัวมิราจ ตั้งเป้ากวาดยอด 2.5 พันคันต่อเดือน พร้อมเดินหน้าขยายดีลเลอร์ครบ 200 แห่งทั่วประเทศ และเปิดไดมอนด์ ยูสด์ คาร์ ครบ 50 แห่ง มั่นใจสิ้นปี 55 ยอดรวมเฉียด 1 แสนคัน นายโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่าแผนงานในปี 2555 จะเน้นการทำตลาดของทั้งรถเก๋งและรถปิกอัพ โดยเฉพาะในกลุ่มรถเก๋งที่จะมีการเปิดตัวรถยนต์ในโครงการ โกลบอล สมอลล์ คาร์ ในรุ่น มิราจ คาดว่าจะทำการเปิดตัวได้ตามแผนงานที่วางไว้คือมี.ค. 2555 และบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายรถในรุ่นนี้จำนวน 2,000 – 2,500 คันต่อเดือน ขณะที่เป้าหมายยอดขายของรถรุ่นอื่นๆ ในปี 2555 คาดว่ากลุ่มรถปิกอัพและรถอเนกประสงค์ ที่มีไทรทันและปาเจโร สปอร์ต จะมียอดขายต่อเดือน 6,000 – 7,000 คันต่อเดือน [...]

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

ยามาฮ่าเตรียมรีแบรนด์เฟส 3 พร้อมเปิดตัวรถใหม่ 6 รุ่น

ปีหน้ายามาฮ่าเตรียมรีแบรนด์เฟส 3 พร้อมเปิดตัวรถใหม่ 6 รุ่น หวังเพิ่มแชร์จาก 23 % เป็น 30 % ชี้น้ำท่วมทำกำลังการผลิตวูบ 6 หมื่นคัน แต่ภาพรวมทั้งปียังดี คาดโกยรายได้ 3 หมื่นล้านบาท นายประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในปี 2555 เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง หลังประสบความสำเร็จจากการรีแบรนด์เฟส 1 และ 2 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งมีแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่ 5-6 รุ่น  เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของยามาฮ่าเป็น 28-30% จากปัจจุบันที่มีส่วนแบ่ง 23% ทั้งนี้ผลประกอบการโดยรวมของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะมียอดขาย  460,000  คัน ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เล็กน้อยซึ่งเดิมตั้งเป้าที่จะมียอดขาย 520,000 คัน  เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนหยุดผลิต 40-50 แห่ง ส่งผลต่อกำลังการผลิตยามาฮ่าหายไป [...]

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

นโยบายรถคันแรกช่วยกระตุ้นให้ตลาดคึกคัก

ในส่วนของรถพลังงานทางเลือกหรือเกี่ยวกับนโยบายรถคันแรกของรัฐนั้น ควรจะลดภาษีสรรพสามิตมากกว่า ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมในระยะยาว ขณะที่นโยบายรถคันแรกของรัฐบาลนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกระตุ้นให้ตลาดคึกคัก แต่ว่าเป็นนโยบายระยะสั้นที่มีผลแค่สิ้นปีหน้าเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลก็ต้องมีความชัดเจน  โดยเฉพาะการปรับขึ้นราคาเอ็นจีวี 6 บาท ส่วนรถยนต์ที่สามารถรองรับอี 85 ซึ่งมิตซูบิชิทำตลาดในรุ่นแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 1.8 ลิตรนั้นมิตซูบิชิยืนยันว่าจะทำตลาดอย่างต่อเนื่องไป นโยบายรถคันแรกก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ แต่ทว่ามันเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นมาและผู้ผลิตชิ้นส่วนรวมไปถึงผู้ผลิตรถยนต์ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถประกอบรถยนต์ได้ และไม่สามารถส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ทำให้เกิดภาวะรถขาดตลาด  ซึ่งตรงนี้เองยังแยกไม่ออกว่าผลจากนโยบายรถคันแรกนั้นสามารถกระตุ้นยอดขายรถได้มากน้อยเพียงใด คาดว่าจะสามารถประเมินได้ในช่วงเดือนเม.ย.ปีหน้า

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

ยามาฮ่ามีการเติบโตที่ดีเป็นไปตามคาดการณ์

เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีการเติบโตที่ดีเป็นไปตามคาดการณ์จากกำลังซื้อผู้บริโภคที่สูงขึ้น เพราะมีปัจจัยบวกจากราคาพืชผลการเกษตร เช่น ยางพารา ข้าว เป็นต้น ทำให้คาดว่าปีนี้ตลาดรถจักรยานยนต์โดยรวมจะมีราว  2.05 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 11% จากปีที่แล้วซึ่งมียอดขายรวม 1.83 ล้านคัน ยามาฮ่าเองได้รับผลกระทบบ้าง ถึงแม้โรงงานจะไม่ถูกน้ำท่วมแต่มีผลกระทบในด้านการผลิต คือในส่วนของการผลิต และประกอบชิ้นส่วนต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนในนิคมฯ โรจนะ และนิคมฯ ไฮเทคหลายโรงงานได้รับความเสียหายจึงไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนป้อนให้ยามาฮ่าได้ ซึ่งยามาฮ่าได้ดำเนินการแก้ไขในส่วนของกระบวนการผลิตเพื่อไม่ให้หยุดชะงัก จึงสั่งชิ้นส่วนที่ไม่สามารถหาได้มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เรายังคงสามารถผลิตและประกอบรถจักรยานยนต์ได้เต็มกำลังเหมือนเดิม นอกจากนี้ยามาฮ่า ยังได้จัดทำโครงการ “ยามาฮ่าร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม”  ทั้งการบริจาคเงินช่วยเหลือผ่านองค์กรต่างๆ  และร่วมกับผู้จำหน่ายในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเข้าไปให้บริการตรวจซ่อม เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเฟืองท้าย พร้อมไส้กรองอากาศฟรี และเปลี่ยนอะไหล่ที่เสียหายจากน้ำท่วมในราคาลดพิเศษ 50% อีก 6 รายการด้วย

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

TAMI คาดว่ายอดการผลิตเครื่องจักรของไต้หวันจะสูงกว่ายอดการผลิตของอิตาลี

ในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในเมืองไทยจะช่วยให้ผู้ประกอบการในประเทศไทย ได้รับข้อแนะนำที่มีประโยชน์พร้อมที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมให้กลับมายิ่งใหญ่ดังเดิม ด้วยเครื่องจักรที่ผลิตโดยประเทศผู้ผลิตระดับโลก ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชาวเอเชีย จากการประเมินของสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องจักรแห่งไต้หวัน Taiwan Association of Machinery Industry –TAMI คาดว่ายอดการผลิตเครื่องมือเครื่องจักรของไต้หวันประมาณ 120,000 ล้านบาท 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปลายปี 2554 ซึ่งจะสูงกว่ายอดการผลิตของอิตาลี ทำให้ไต้หวันขึ้นเป็นประเทศที่มีการส่งออกเครื่องมือเครื่องจักรมากเป็นที่ 3 ของโลกจากที่ 4 ในปัจจุบัน จากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียที่กำลังสร้างตัวทางด้านเศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจคาดว่ายอดการส่งออกเครื่องมือเครื่องจักรของไต้หวันสู่ตลาดโลกจะขยายตัวถึง 210,000 ล้านบาทในปี 2555 นอกจากนี้การลงนามในสัญญากรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีน Economic Cooperation Framework Agreement – ECFA เป็นอีกปัจจัยบวกที่สำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องมือเครื่องจักรของไต้หวันอีกด้วย

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS